การจากไปของพ่อหลวง

ในหลวงเข้าออกๆรพ.ศิริราชมามากกว่า 2 ปีแล้ว
มีข่าวคนไปถวายพระพรทุกวัน

บางคนบอกว่ารู้สึกเหมือนฝันไป
บางคนบอกว่าไม่อยากจะเชื่อเลย
แต่ฉันเชื่อสนิท
นี่คือความจริง
พระองค์ก็คน มนุษย์คนหนึ่ง
ผู้ซึ่งไม่อาจหนีพ้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย

เคยถามแม่ว่า
ไม่รู้ว่าถ้าไม่มีในหลวงแล้วประเทศเราจะเป็นยังไง
บ้านเมืองจะโกลาหนวุ่นวายแค่ไหน คิดไม่ออกเลยจริงๆ
คิดในใจว่า เราคงจะอยู่จนได้ทันเห็นวันนั้นแน่ๆ
ยังไงก็คงเกิดขึ้นในช่วงชีวิตเรานี่แหละ

และแล้ววันนี้ก็มาถึงจริงๆ

๗ ตุลาคม ๒๕๕๙
ฉันดูนางอายจนจบ ช่วงข่าวสามมิติ
มีข่าวในหลวงประชวรจากสำนักพระราชวัง
จำข้อความได้ไม่ชัด แต่มีคำว่าหัวใจแน่ๆ
แค่ฟังว่าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับหัวใจ
ก็ใจไม่ดีแล้ว
หมีบ่นว่าหุ้นตกเพราะข่าวในหลวง

๘ ตุลาคม ๒๕๕๙
เด็กแลนด์นัดกินข้าวกันร้านเจมมี่เบอร์เกอร์ของพี่เจมส์ 73
ฉันกลับบ้านดึกกลับมาเที่ยงคืนนิดๆ ง่วงมาก
รีบนอนเพื่อเตรียมตัวตื่นเช้า

๙-๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๙
ตื่นแต่เช้าไปเที่ยวประแสร์
กับแม่ หมี อี๊ พี่ฝน ผึ้ง พิง พี่ทับ
ฟังข่าวในหลวงหลังจบนางอายที่ที่พัก
มีคำว่าหัวใจ ปอด ไตเทียม ความดันไม่คงที
ไม่มีคำว่าดีขึ้น
คืนวันที่ ๑๐ นอนบ้านอี๊ เล่นกับเด็กๆจนง่วงไป

๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๙
ตื่นมาเห็นไลน์อ.แอนส่งมาเมื่อคืน
ว่าวันนี้ขอให้ทุกคนใส่เสื้อสีชมพู
เพื่อเป็นกำลังใจให้ในหลวง
ประเทศไทยจะเป็นสีชมพูทั้งประเทศ
แต่ฉันไม่ได้เตรียมมา ก็ใส่เทาไปตามที่มี
เช้าขับรถพาอี๊กับแม่ไปรพ.จุฬารัตน์๙ อี๊มีนัดฉีดโบทอกซ์ที่ตา
แต่พยายาบาลเหมือนจะนัดผิดเลยไม่ได้ฉีด
ตอนบ่ายไปจัดยา ไม่ได้ไปคณะ
หลังละครหลังข่าว ฟังข่าวในหลวงไม่มีคำว่าดีขึ้น
และไม่มีคำว่าทรงตัว
ตีความได้ว่าทรุดลงอีก

๑๒ ตุลาคม ๑๕๕๙
วันนี้ตั้งใจว่าจะใส่สีชมพูให้ได้
แล้วก็ได้ใส่จริงๆ
แม่เองก็ใส่เหมือนกัน
เช้าไปส่งยา บ่ายเข้าคณะทำงานตามปกติ
ตอนบ่ายสองเศษแจสอ่านไลน์ที่เพื่อนส่งมาว่า
บ่ายสามนายกจะแถลง//ที่ออฟฟิศไม่มีใครทำงานแล้ว
เอาทีวีมาเปิดดูกัน
แจสเปิดทีวีออนไลน์ในคอม
ฉันเลื่อนเก้าอี้ไปเกาะแขนแจส
รอจนเลยบ่ายสามไม่มีอะไรเกิดขึ้น
มีข่าวคนไปเฝ้า สวดมนต์ถวายพระพรในหลวงที่ศิริราชกัน

๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙
วันนี้จำเป็นต้องใส่ชุดดำ เพราะต้องไปงานศพแฟนอาจารย์เดชา
ทำงานที่คณะจนสี่โมงกว่าหิวๆเลยไปซื้อมาม่าคัพมากิน
นั่งกินที่ห้องชั้นสามข้างๆห้องพี่ชิมที่แจสนั่งอยู่
มีรสเดียวให้เลือกคือต้มยำกุ้ง
ทั้งเผ็ดทั้งร้อน กินไปซี๊ดไป
เปิดเฟสบุคในไอแผดดูเล่น
เห็นสเตตัสโต๋แปลกๆประมาณว่า
หยุดร้องไห้ไม่ได้เลย ไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องนี้จะเอเฟกกับชีวิตขนาดนี้
อ่านแล้วคิดถึงอยู่เรื่องเดียว…
น้ำมูกน้ำตาไหลฟึดฟัดฮัดฮัด
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะมาม่าเผ็ดหรือข่าวกระทบใจ
บอกแจสว่า เธออ ในหลวงไปแล้ว…เปิดข่าวดูหน่อยสิ
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีการประกาศอะไรอย่างเป็นทางการ
สั่งน้ำมูกเสร็จก็สะกดใจให้ทำงานต่อไป
ห้าโมงกว่าอ.แอนไลน์มาว่า
กวางงง ใจคอไม่ดีเลย ข่าวเยอะมาก
แม้ไม่ได้มีการเกริ่นหัวเรื่องใดๆ เราก็แน่ใจได้ว่าหมายถึงเรื่องอะไร
เกือบหกโมงนัดเจออ.แอนขึ้นรถเพื่อไปงานศพแฟนอ.เดชา
ก่อนออกนอกรั้วจุฬาฯ อ.ก้อยโทรมาขอไปด้วย
อ.แอนวนรถไปรับหน้าคณะ
ระหว่างรอจากอ.ก้อยขึ้นรถ อ.แอนหันหลังมาหาเรา
แล้วบอกว่า ชัวร์แล้วนะกวาง อันนี้จากวงงในเลย
เค้าว่าตั้งแต่บ่ายสอง
รถติดมากจนได้ทันฟังข่าวประกาศตอน1ทุ่มตรงบนรถ
“พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช
บรมนาถบพิตร สวรรคต”
….
งานศพแม่อ.ปิ๊กผ่านไปเหมือนไม่มีเรื่องในหลวงเกิดขึ้น
มีเพียงไม่กี่ประโยคสั้นๆที่ฉันคุยกับชื้อแล้วทำให้มันร้องไห้
ฉันกลับถึงบ้าน เกือบสามทุ่ม
พี่นิคมโทรมาเล่าเรื่องใบปลิวที่อยากให้ฉันช่วยทำตามที่นัดไว้
งานวิ่งเพื่อป่าและสายน้ำ
เป็นความรู้สึกภูมิใจตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำ
และดีใจที่พี่นิคมคิดถึงว่าอยากจะให้เราทำ
การจากไปของในหลวงไม่ได้มีผลให้ความตั้งใจของพี่นิคม
หยุดชะงักหรือลดน้อยถอยลงไปเลย
อาจกลายเป็นยิ่งทบทวีเป็นกำลัง (อันนี้เดาเอาเอง)
ในใจคิดว่า  ฉันจะตั้งใจทำสิ่งนี้  ฉันจะทำให้ดีที่สุด
ฉันไม่เชื่อในถ้อยคำที่ว่าทำความดีถวายใคร
ฉันว่าทำดีก็คือทำดี  ไม่เห็นต้องถวายใคร
งานที่เข้ามาในวันที่พ่อจากไป
ถึงจะเป็นงานเล็กๆแต่ก็ทรงเกียรติและทรงคุณค่า
คนที่ยังมีลมหายใจอย่างเรา
ก็คิดเอาว่าจะอยู่อย่างไรให้มีประโยชน์ที่สุด
….
ทีวีรันสารคดีในหลวงสลับกับแถลงการณ์นายก
รอบแล้วรอบเล่า บทเพลงในหลวงเพลงแล้วเพลงเล่า
เหมือนจะไม่อยากดู แต่แม่ก็บอกว่าดูไปเถอะ
ภาพพวกนี้ ถ้าหมดช่วงนี้ไปจะหาดูยากแล้วล่ะ
เอื้อยอิ่งกับการเสพย์ภาพและข้อความในเฟสบุค
ผู้คนเปลี่ยนดิสเพลเป็นสีดำสนิท
ฉันเปลี่ยนเป็นภาพเดิมแต่ทำให้เป็นโทนเทาดำแทน
เพราะคิดว่าคงต้องใช้ไปอีกนาน
สารพัดถ้อยคำอาลัย หลั่งไหลไม่ขาดสาย
ดูนาฬิกาอีกทีตีสองกว่า นึกในใจว่าถ้าไม่นอนพรุ่งนี้แย่แน่
หลับตาได้แต่หูก็ยังแว่วเสียงทีวี
หมดเสียงทีวีไปเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ในหูในหัวก็ยังแว่วเพลงในหลวง
วนไปไม่หยุด ไม่แน่ใจว่าคืนนั้นได้หลับไหม หลับเมื่อไหร่
เสียงเพลงเหล่านั้นคือหลับฝัน หรือตื่นนึกคิดไม่สิ้นสุด
เอฟเฟกต์เดียวกับตอนคอนเสิร์ตเฉลียงเป๊ะ

๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙
ตื่นมาตอนเช้าด้วยความไม่สดชื่น
ถามหมีก็นอนไม่ค่อยหลับเหมือนกัน
เข้าส้วมขี้ ร้องเพลง ร้องไห้ สั่งขี้มูกเช็ดเสร็จ
อาบน้ำร้องเพลง ร้องไห้ ล้างหน้า
ตากผ้าเช็ดตัว มองออกไปบนถนน บีทีเอส เห็นแต่คนใส่สีดำ
มองท้องฟ้า ร้องเพลง ร้องไห้
ก็ไม่เข้าใจว่าจะร้องเพลงบิ๊วตัวเองทำไม55
เปล่าหรอก ก็จะสะกดกลั้นไว้ทำไม นาทีนี้เสียใจไม่ผิดนี่
เช้าไปงานไว้บรรพบุรุษที่บ้านป้าสี
ตลาดเปิด หุ้นขึ้น ดีดตัวแรง หลังตกติดกันมาหลายวัน
อ.แอนส่งไลน์มาว่าจุฬาฯจัดงานถวายอาลัยที่ศาลาพระเกี้ยวบ่ายโมง
ใจจริงอยากไปมาก แต่แม่กับหมีดูอยากใช้เวลาที่บ้านป้าสีมากกว่า
สุดท้ายก็ไม่ทัน ไม่ได้ไป
เข้าคณะทำงานก็อกแก็กๆไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
คนอื่นเค้าไปรับขบวนเสด็จพระศพออกจากศิริราชไปวัง
สะพานพระปิ่นเกล้ากลายเป็นสีดำด้วยผู้คน
ดำทะมึนไปหมดทั้งเมือง
เราก็ได้แค่นั่งดูทีวีออนไลน์อยู่ที่ห้องชั้นสาม
เปิดเฟสบุคแล้วทำงานแทบไม่ได้เลย
เย็นนัดชื้อเช้งไปคุยงานปตท.ที่เจย์วอล์ค
ก็ไม่ค่อยได้เรื่องเพราะไม่มีใครมีใจทำงาน
เม้าท์กันว่าผ่านเมื่อคืนมาได้อย่างไรออกรสกว่าทำงานมากนัก
กลับมาบ้านทีวียังคงเปิดสารคดีวนๆ เพิ่มถ่ายทอดงานสวดพระอภิธรรม
มีเรื่องใหม่ๆมาบ้าง น้ำตาซึมเป็นพักๆ
ก็ดูสลับกับเฟสบุคกันจนหลับไป

๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙
ตามแผนว่าจะตื่นเช้าไปซักผ้าบ้านใหม่
แต่ก็ปรากฏว่าไม่ได้ไปเพราะหมีว่าเส้นเพชรบุรีรถติดมาก
หมีออกไปรอรถตู้เพือไปฉะเชิงเทราตั้งแต่ 7:30 รอจน 9:00 รถยังไม่มา
เลยตัดสินใจกลับบ้าน
ฉันเองนั่งดูทีวีกับเฟสบุคทั้งวันไม่เป็นอันทำอะไรเลยจนบ่ายแก่

มาวิเคราะห์พฤติกรรมตัวเองสองสามวันนี้
เทียบกับตอนพ่อตาย
ทีวีกับเฟสบุคมีผลกับชีวิตเราอย่างมาก
นี่มันคือการสะกดจิตหมู่หรือเปล่าก็ไม่อาจรู้ได้
ความโศกเศร้าในครั้งโน้นไม่ส่งผลกับชีวิตมากนัก
เพราะบรรยากาศในชีวิตประจำวันดำเนินไปตามปกติ
เหมือนเตือนเราว่า เดินต่อไปสิ พ่อก็แค่ตายจากไป
เรายังไม่ตายก็อยู่ต่อไป เดินต่อไป

แต่ครั้งนี้บรรยากาศทั้งในบ้าน นอกบ้าน
ในโลกสมมุติอย่างเฟสบุค
ทุกทิศทางกระหึ่มโหมความโศกาอาลัย
อย่างไม่หยุดยั้ง
ไม่มีใครอยากให้ใครหยุดร้องไห้
หรือพยายามเล่าเรื่องตลกเปลี่ยนบรรยากาศ
แต่ทุกคนช่วยกันเล่าซ้ำย้ำเติมสาเหตุแห่งทุกข์
ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

จนวันสองวันนี้
บางอย่างเกิดขึ้นซึมแทรกกับหมอกควันความเศร้า
มีข่าววินมไซค์และชาวบิ๊กไบค์รับส่งคนที่เนืองแน่นออกจากพระราชวังฟรี
มีคนเอาข้าว เอาน้ำไปแจก
มีคนทำผัดไทยกล่องแจกฟรี
พี่แนนชวนคนไปเป็นหน่วยพยาบาลอาสา
เด็กสาธิตุจุฬาฯสองคนเดินเก็บขยะ
คนที่มาเห็นเข้าลุกขึ้นมาช่วยกันทำบ้าง
และอีกครั้งในวันนี้
นักเรียนนักศึกษาหลากสถาบันมาร่วมกันเก็บขยะรอบวัง
พลอยให้นึกว่าพวกเด็กช่างกลที่ตีกัน
จะมาสลายตัวตนเก็บขยะด้วยกันอย่างนี้ได้ไหม

เหมือนเทียนไม่กี่เล่มที่ค่อยๆจุดตัวเองขึ้นในหมอกควันมืดมัว

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
เราได้เห็นแล้วว่าวันที่พ่อไม่อยู่นั้นเป็นอย่างไร
และในเมื่อเรายังอยู่ ประเทศยังอยู่
เราก็ต้องเดินต่อไป
ถึงจะไม่มีใครมาแทนที่พ่อได้
แต่ลึกๆแล้ว ฉันเชื่อนะ
เทียนเล่มน้อยจะค่อยจุดติดต่อกัน
จนบ้านเมืองสว่างสไวขึ้นมาอีกครั้ง

บางทีการจากไปของพ่ออาจทำให้ใครหลายคนคิดได้
หมื่นพันคำสอน ข้อคิด 4700โครงการที่พ่อฝากไว้
ยังถูกส่งต่อ แจ่มชัด ไม่ได้จากไปพร้อมพ่อนี่
ถ้าการส่งต่ออย่างหนักหน่วงในช่วงนี้
ได้ถูกหว่านหย่อนลงไปในใจคนที่ไม่เคยสนใจฟังมัน
หรือคนที่เคยฟังเพียงผ่านๆไป
น้ำตาที่ไหลอาจเป็นดั่งฝนหลวงที่ปลุกให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นแตกยอด

หยั่งราก ฝากต้น
เปลี่ยนคนทั้งคนก็เป็นได้

About patchaparachaichour

cud42, landscape stu75, drawing, writing, thinking, dreaming, muddled thoughts, welcome to my world...
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s