วันจุฬาฯชุมนุม

วันนี้ฉันไปชุมนุมมา
555
ไม่เคยมีความคิดนี้ในหัวมาก่อนเลย
จนได้ดูสารคดี14ตุลาของไทยพีบีเอส

สมัยนั้นคนเยอะมาก มากจริงๆ
แม่เคยเล่าให้ฟังหลายทีแล้วโดยใช้คำบรรยายว่า
“ถนนราชดำเนินน่ะ กว้างมั้ยล่ะ คนเต็มถนน เยอะแค่ไหนคิดดู”
ก็รู้จักนะ ถนนราชดำเนิน ก็เหมือนจะเข้าใจนะว่าเยอะจริง
แต่ก็ไม่เท่าตอนที่ได้เห็นภาพในทีวี

เยอะมากจริงๆว่ะ

อืมม
ดูสารคดีไปก็คุยกับแม่ไป
ว่าเนี่ย ถ้าหนูอยู่ยุคนั้นนะ หนูต้องไปแน่เลย55
ก็พูดทีเล่นทีจริง แต่ก็คิดจริง

จนกระทั่งวันนี้..

เมื่อคืนอาจารย์โพสต์ในกรุ๊ปออฟฟิศว่า
“พรุ้งนี้ เข้างาน8.00โมงนะคะ เลิก4.00 แล้วไปเดินขบวนที่จุฬา ทุกคน
ถ้าใครไม่มาเช้าก็ออกเร็วไม่ได้ นะคะ
ต้องไปแล้วแหละ ไปสร้างกรรมดี เพื่อความยุติธรรม ถ้าคุณมาสาย
อ จะถือว่าคุณเป็นพวกยิ่งลักษณ์”
อ่านแล้วหัวเราะเบาๆ
เหมือนรู้สึกถูกบังคับให้ไปกลายๆ
แต่อีกใจก็ตื่นเต้นและอยากไปเองอยู่แล้วกลายๆ

ตกเย็นหลังเสร็จภารกิจสารพัน
ฉันเดินทางไปแถวหอศิลป์โดยไม่ได้ติดต่อกับใครเลย
คิดถึงเพื่อนอยู่สองคน
พยายามโทรไปหาเพื่อคุยเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับชุมนุม
แต่ติดต่อไม่ได้
คิดยังไงไม่รู้ก็โทรหาเพื่อนอีกคน
เพียงเพื่อจะถามมันว่าโทรหาไอ้คนแรกได้มั้ย
ทำไมชั้นติดต่อมันไม่ได้ก็ไม่รู้

นั่นคือความตั้งใจว่าจะบ่นล้วนๆ
แต่พอเพื่อนคนหลังรับสายเท่านั้นล่ะ
เสียงนกหวีดโหวกเหวกโวยวายดังเข้ามาในโทรศัพท์
แล้วชีก็ตะโกนมาว่าชีอยู่หน้าอุเทน
อยู่กับเพื่อนอีกคนที่ไม่ใช่สองคนแรก
สองคนแรกก็มา แต่ชียังไม่เจอ..
“แกอยู่ไหนเนี่ย”
“กำลังเดินไปบีทีเอส เดี๋ยวไปๆ”
วางหูกันไปแบบงงๆ55

แปลกดีที่ฉันกำลังจะได้เจอเพื่อน4คนโดยมิได้นัดหมาย

แปลกกว่านั้นพอไปถึงพยายามแทรกตัวผ่านนผู้คน
เข้าใกล้กระจกที่ริมทางเดินระหว่างบีทีเอสกับหอศิลป์
ไม่ได้มองด้วยซ้ำว่าคนข้างหน้าเป็นใคร
เพราะใจจดจ่ออยู่ที่คนมากมายข้างล่าง
เอามือป้องปากแต่ก็กู่ตะโกนผ่านโทรศัพท์
จนคนข้างหน้าเหลียวหลังมามอง

ก็ปรากฏว่าเป็นเพื่อนกัน จำนวนสองคน
อีกคนก็เพื่อนกันกำลังตามมา

4+3=7แล้วนะ

ต่อจากนั้นฉันเดินเข้าไปในหอศิลป์
เจอน้องรหัส1คนที่บ่นว่าเมื่อกี๊พึ่งเจอน้องรหัสอีกคน
ลงไปถึงด้านล่างที่ลานหน้าหอศิลป์
ก็ได้เจอพี่คณะที่รู้จักอีก1คน
เดินไปรวมกับเพื่อนคนที่คุยโทรศัพท์กัน
เจอเพื่อนที่ไม่ได้เอ่ยถึงในคราวแรกอีก1คน
7+3=10แล้วนะ

เลิกชุมนุมเป็นสงครามแย่งร้านอาหาร
เพราะบุคลากรจุฬาฯพันล้านคนสลายอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
กลายเป็นลูกค้าชั้นดีของร้านอาหารใกล้เคียงโดยรอบ

ผู้เลือกร้านได้ก่อนย่อมได้ที่นั่งก่อนและได้กินก่อน

ตามนั้น
ฉันกับเพื่อนเลือกร้านได้แล้วและรีบจ้ำไป
ระหว่างทางเราสวนกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน1คนและน้องคณะอีก1คน
10+2=12แล้วนะ

จ้ำถึงร้าน เอาคิว ได้ที่นั่ง และได้กิน
กินๆไปมองผ่านกระจก
เจอเพื่อนรุ่นเดียวกัน2คนกำลังเดินเม้าท์แตกผ่านหน้ากระจกร้าน
พวกเราคนในร้านก็โบกไม้โบกมือจนเค้ารู้ตัวแล้วหันมาทักทาย
กินๆไปก็เจอเพื่อนคณะอีก1คนกับแฟนที่เป็นน้องคณะอีก1คนเดินผ่านไป
12+4=16

หลังอาหารฉันแยกย้ายกับกลุ่มเพื่อเดินทางกลับบ้าน
ดูเหมือนจะมีการปรับปรุงห้างในหลายจุดจนฉันจำทางออกไม่ได้
แวะหยุดถามยามก็ไม่เสียหายอะไร
ถามๆไปหางตาก็แวบไปเห็นเพื่อนรร.และเพื่อนคณะในคนเดียวกันอีกคนนึง
ปากก็คุยกับยามอยู่หรอก
แต่ตากับมือไม้ไปแล้ว
คนนี้ไม่ได้เจอนาน ออกอาการโบกใบ้เกะกะคนอื่นพอตัว55

เรื่องราวพรั่งพรูยิ่งออกจากปากคนพูดเร็วอย่างเธอด้วยแล้ว
ยิ่งออกรสออกชาติเข้าไปใหญ่
คุยกันอยู่ซักพักพอให้บรรเทาความคิดถึง
จู่ๆก็มีเพื่อนคณะอีกคู่ที่เป็นแฟนกันเดินสวนหน้าเรามา

คิดสระตะ นับจนถี่ถ้วน
วันนี้เราเจอคนรู้จัก16+3=19คน
คนรู้จักที่ได้เจอโดยมิได้นัดหมาย

คนมาชุมนุมเป็นพันเป็นหมื่น
ฉันเจอ19คนนี้ด้วยความบังเอิญ..

ชวนให้คิดว่าคนเราเจอกันด้วยความบังเอิญได้เพราะอะไร-อะไรบางอย่าง

“บนโลกนี้มีคนอยู่เป็นร้อยล้านคนที่วนมาให้พบเจอ..”

จำได้ว่าเคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้วกาลครั้งหนึ่ง
แต่พอเกิดขึ้นอีกก็ยังนึกถึงเพลงนี้ได้อีกอยู่ดี

เคยคิดนะว่า
อะไรบางอย่างที่บางคนเรียกว่าพรหมลิขิตนั้น
จะทำให้ฉันบังเอิญได้เจอกับเธอในที่นู่นที่นี่บ้างได้มั้ย

เพราะบางทีฉันก็คิดถึงและอยากเจอเธอ
แต่ฉันจะไม่มีทางบอก หรือ เดินทางไปหาเธออย่างแน่นอน

เคยมีครั้งนึงที่ฉันโมเมตั้งเงื่อนไขกับพรหมลิขิตเอาเอง
ว่าถ้าพรหมลิขิตมีจริงขอให้ฉันได้เจอกับเธอ
แล้วฉันก็ได้เจอกับเธอจริงๆในตอนนั้น
แล้วฉันก็โมเมเอาเองว่านั่นคือพรหมลิขิต
แต่ทีเดียวเท่านั้นแหละ
หลังจากนั้นฉันก็ไม่เคยกล้าตั้งเงื่อนไขกับพรหมลิขิตอีก
คงเพราะฉันกลัวความจริงล่ะมั้ง

ความจริงที่ว่า
ครั้งนั้นมันเป็นเพียงความบังเอิญ
เท่านั้นเอง.

ปล.วันก่อนหลุงเปิดเพลงนี้ในรถ
http://www.youtube.com/watch?v=dDzNAxpOaYo

เป็นเพลงที่เคยอยู่ในโทรศัพท์เครื่องเก่า
ที่ใช้ตั้งแต่ปี2
เครื่องที่เคยใช้ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นsmart phone
แล้วกลับมาใช้ใหม่เพราะsmart phoneหายไป
แล้วตอนนี้เครื่องนั้นก็หายไปแล้วเช่นกัน

คิดถึงเพลงนี้พอๆกับโทรศัพท์ที่รักที่คุ้นเคย

กีต้าร์เพราะ คำร้องจับใจ
i knew, you’ve got a friend-the one that’s not me.
g o o d   l u c k   m y   f r i e n d.

About patchaparachaichour

cud42, landscape stu75, drawing, writing, thinking, dreaming, muddled thoughts, welcome to my world...
This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s